วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

การปรับข้อสอบให้ง่ายขึ้น ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาการเรียน


ชี้เกาไม่ถูกที่เด็กสอบตกแล้วปรับข้อสอบ

„ชี้เกาไม่ถูกที่เด็กสอบตกแล้วปรับข้อสอบ ประธาน พว.ชี้เด็กทำข้อสอบแบบทดสอบต่าง ๆ ไม่ได้ เพราะวิเคราะห์ข้อสอบไม่เป็น แนะแก้ที่กระบวนการเรียนรู้ ต้องสอนเด็กให้คิดวิเคราะห์จะถูกทางกว่ามุ่งปรับปรุงข้อสอบ วันพฤหัสที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 18:08 น. จากการที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.)ได้ประกาศผลการทดสอบวิชาสามัญ 9 วิชา ปีการศึกษา 2559 ซึ่งพบว่ามีเพียงวิชาภาษาไทยวิชาเดียวที่คะแนนเฉลี่ยเกินครึ่ง ส่วนอีก 8 วิชามีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าร้อยละ 50 พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ จึงต้องการให้ สทศ.ทบทวนข้อสอบที่ออกมาว่าสะท้อนขีดความสามารถของเด็กไทยหรือไม่ พร้อมทั้งกำชับให้ สทศ.ออกข้อสอบโดยดูระดับการคิดวิเคราะห์ของเด็กด้วย นั้น วันนี้ (18ก.พ.)ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.) กล่าวว่า สทศ.คือหน่วยงานวัดความรู้รวบยอดของนักเรียนทั้งประเทศ โดยวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ระดับชาติ ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน(โอเน็ต) หรือ การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านอาชีวศึกษา(วีเน็ต) ที่จะต้องวัดความรู้รวบยอดของเด็กแต่ละช่วงชั้นว่าเป็นอย่างไร “การออกข้อสอบของ สทศ.จึงเป็นการออกตามตัวชี้วัด ตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อดูว่าเด็กเรียนแล้วบรรลุตัวชี้วัดหรือไม่ ซึ่งในระหว่างเนื้อหากับตัวชี้วัดต้องมีกระบวนการ ที่เรียกว่า How toเรียนแล้วเด็กสร้างความรู้เอง เป็นการเรียนที่ต้องทำความเข้าใจ ต้องคิด และลงมือทำ เพื่อให้เกิดเป็นความรู้ ซึ่งหลักการนี้จะทำให้ด็กเกิดการจำระยะยาว เป็นการจำแล้วไม่ลืม เพราะจำในหลักการ ดังนั้นการเรียนรู้จะต้องเรียนด้วยการปฏิบัติ เหมือนว่ายน้ำ ขี่จักรยาน”ดร.ศักดิ์สินกล่าวและว่า ข้อสอบที่สทศ.ออกเป็นข้อสอบที่ออกตามมาตรฐาน จะไปฉีกมาตรฐานไม่ได้ และตัวชี้วัดเป็นเป้าหมายของการเรียนรู้ เป็นความรู้ปลายทางที่ถูกกำหนดไว้ ดังนั้นเมื่อผลสัมฤทธิ์เด็กออกมาอย่างไรเราต้องเอาผลที่ได้ออกมาใช้ โดยดูว่าการบริหารจัดการหลักสูตรเป็นอย่างไร มีจุดอ่อนที่ต้องปรับแก้อย่างไร ไม่ใช่เด็กสอบไม่ผ่านแล้วไปแก้หลักสูตร แต่ควรเอาผลมาประเมินว่าทำไมเด็กไม่สามารถวิเคราะห์ข้อสอบได้  ดร.ศักดิ์สิน กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ต้องย้อนกลับไปดูว่าการจัดการเรียนการสอนของครูเป็นอย่างไร มีกระบวนการหรือมีแต่เนื้อหา ถ้ามีแต่เนื้อหาก็ต้องเติมกระบวนการลงไป หาเครื่องมือที่มีกระบวนการมาให้ครูพัฒนา ถ้าครูไม่ชำนาญก็ต้องสร้างความเข้าใจให้ได้ เช่น ต้นไม้ เมื่อตัดออกมาจะเห็นส่วนต่าง ๆ แก่นของต้นไม้คือหลักการหรือความคิดรวบยอดที่ต้องไปให้ถึง วงปีก็คือขั้นตอนคือกระบวนการที่จะไปให้ถึงแก่น ถอยออกมาคือกระพี้และเปลือกซึ่งคือเนื้อหา เพราะฉะนั้นถ้าเด็กไปไม่ถึงหลักการแล้วมาแก้แต่เนื้อหาก็คงไปไม่รอด“

วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2559

ทางออกศึกษาไทย

ทางออกการศึกษาไทย

UploadImage

คอลัมน์ Education Ideas
วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ - ผู้เขียน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านความคิดสร้างสรรค์ ศธ.


มองการศึกษาไทย จับไปตรงไหนก็ดูจะเต็มไปด้วยปัญหา และทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้รับผิดชอบการศึกษาของชาติ เช่น เปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา มักจะมีการกําหนดนโยบายใหม่เพื่อแก้ปัญหาการศึกษาของชาติ

หลายครั้งมีการยกเลิกโครงการเดิมและจัดทําโครงการใหม่ โดยไม่คํานึงถึงความต่อเนื่องและผลสัมฤทธิ์ของโครงการ หลายนโยบายทําเพียงแค่เพื่อให้ได้รับความนิยมในช่วงเวลาสั้น ๆ โดยขาดการมองผลเสียที่จะตามมาในระยะยาว หลายโครงการทําเพื่อหาผลประโยชน์ในทางทุจริต และได้มีการฟ้องร้องและดําเนินคดีอยู่จนทุกวันนี้

การแก้ปัญหาแต่ละจุดโดยขาดความเข้าใจในภาพรวม นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว อาจนํามาซึ่งปัญหาใหม่ที่ทําให้การพัฒนาการศึกษาของเราเหมือนเดินวนอยู่กับที่ และมีแนวโน้มว่าจะต่ำลงอย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดและสร้างปัญหาอยู่จนทุกวันนี้ คือเรื่องการจัดตั้งสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) และสํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ที่มีจุดมุ่งหมายจะยกระดับคุณภาพการศึกษา แต่กลับกลายเป็นสร้างปัญหาใหม่ ๆ โดยที่คุณภาพการศึกษา นอกจากไม่ดีขึ้นยังต่ำลงเรื่อยมาจนทุกวันนี้

ในฐานะนักการศึกษาที่ทํางานใกล้ชิดกับเครือข่ายครู ผู้ปกครอง ผู้บริหาร และนักเรียน นักศึกษาทั่วประเทศมาตั้งแต่ก่อนการปฏิรูปการศึกษา พ.ศ. 2542 ผมได้รับฟังปัญหา มีผู้เสนอความคิดเห็นและแนวทางแก้ปัญหามากมาย จากผู้เกี่ยวข้องที่ต้องรับผลจากความล้มเหลวของการจัดการการศึกษาตลอด 15 ปีที่ผ่านมา จึงขอนําเสนอ แนวทางพัฒนาการศึกษาของชาติ ประเด็นสําคัญ 2 เรื่อง คือการกระจายโอกาสทางการศึกษา และคุณภาพการศึกษา

1. การกระจายโอกาสทางการศึกษา ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโอกาสทางการศึกษานี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะที่ผ่านมา สิ่งที่เราทํานั้นเหมือนว่าเราได้จัดการศึกษาอย่างทั่วถึงแล้ว มีการเรียนฟรีอย่างมีคุณภาพ 12 ปี เรามีตัวเลขที่ดูเหมือนว่าจะดี แต่ในความเป็นจริง เด็กออกจากระบบโรงเรียนมากมาย โดยไม่ได้ประโยชน์จากการเรียนในระบบ เพราะการสอนด้วยเนื้อหาตําราที่ห่างไกลชีวิต ไม่ช่วยให้เด็กส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นจากเรื่องที่เรียน

การกระจายโอกาสทางการศึกษานี้สําคัญมากและเกี่ยวโยงไปหลายเรื่องขอสรุปปัญหาเรื่องโอกาสทางการศึกษาดังนี้

1.1 โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เด็กยากจน เด็กชนบทมีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพน้อยกว่าเด็กในเมืองและเด็กมีฐานะดี เด็กยากจนเหล่านี้ไม่มีเงินกวดวิชา ส่วนมากจึงต้องเรียนโรงเรียนเล็ก ๆ ในชนบทที่ขาดแคลนบุคลากร ครุภัณฑ์ ส่วนเด็กที่พอจะมีเวลา มีฐานะก็มุ่งหน้ากวดวิชา สอบแข่งขันเข้าเรียนในเมือง เด็กในเมืองก็แข่งขันเข้าเรียน โรงเรียนดังหรือกรุงเทพฯ ในขณะที่รัฐจ่ายงบประมาณตามรายหัว โรงเรียนใหญ่ก็ได้งบฯมาก โรงเรียนเล็กได้งบฯน้อย โรงเรียนเล็กจึงขาดคุณครู เจ้าหน้าที่ วัสดุอุปกรณ์ ฯลฯ คุณภาพทางการศึกษา จึงแตกต่างกันมาก


1.2 เด็กที่ออกจากระบบก่อน ม.6 ประมาณ 60% เด็กกลุ่มนี้กลายเป็นเด็กที่ไร้การศึกษา เพราะการศึกษาแบบหลักสูตรสําเร็จรูป การสอบแบบท่องจําเนื้อหาหรือวิธีคํานวณ เป็นการเรียนเพื่อสอบและการเรียนเพื่อเรียนต่อ การศึกษาอย่างนี้กลายเป็นเครื่องมือแบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่มีโอกาสและกลุ่มไร้โอกาส ระบบแบบนี้ทําให้เด็ก 60% กลายเป็นคนขาดโอกาสที่จะพัฒนาชีวิตด้วยการศึกษา

ส่วนอีก 40% ที่เรียนต่อในระดับอุดมศึกษา ก็เรียนจบมาเจอสภาพตกงานปีละ 100,000 กว่าคน เพราะปัญหาคุณภาพอุดมศึกษา 

1.3 เด็กที่เสียเปรียบจากความยากจน ถึงแม้จะได้เรียนฟรี แต่เป็นการเรียนฟรีที่ไร้คุณภาพ การจะสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ (ที่รัฐจ่ายงบประมาณมาก ๆ) จึงเป็นไปได้ยากมาก นักเรียนในชนบท รวมทั้งที่เรียนในเมือง แต่ไม่มีเงินกวดวิชา แทบหมดโอกาสที่จะเข้าเรียนต่อในคณะและสาขาที่มีการแข่งขันสูง เพราะการคัดเลือกเข้าเรียนต่อที่วัดผลด้านเดียว คือด้านการทําข้อสอบ

เด็กกลุ่มนี้จึงต้องกู้เงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชน และมหาวิทยาลัยที่มีการแข่งขันต่ำ ความหวังแค่ให้เรียนจบ เพราะคิดว่าปริญญาจะเป็นใบเบิกทางสู่อาชีพการงานที่ดี

แต่ในสภาพจริง บัณฑิตจํานวนมากที่มีแค่ปริญญา แต่ขาดทักษะอนาคต (21stCentury Skills) จะหางานทําได้ยากมากส่วนมากต้องไปทํางานอื่น ๆ ซึ่งไม่ตรงกับสาขาที่เรียนมา เพราะสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ความต้องการคนทํางานเปลี่ยนไป แต่มหาวิทยาลัยยังคงสอนแบบเดิม ๆ เปิดคณะสาขาแบบเดิม โดยไม่ใส่ใจกับโอกาสได้งานของบัณฑิต

บัณฑิตเหล่านี้เมื่อจบออกมาไม่มีงานทํา ไม่มีเงินใช้หนี้ ครบ 3 ปี โดนหน่วยงานรัฐอย่าง กยศ.ฟ้อง กลายเป็นจําเลย เป็นความเสียเปรียบซ้ำซ้อนของเด็กยากจน

1.4 เด็กที่ออกจากระบบโรงเรียน เมื่อไปทํางานขาดโอกาสในการพัฒนาชีวิตและอาชีพของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่มีหน่วยงานและงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการที่สามารถนําวิชาความรู้ไปช่วยเขาได้ แต่ขาดแนวคิดและวิธีการจากหน่วยงานทางการศึกษาเหล่านั้น การแก้ปัญหาเรื่องโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา น่าจะเป็นสิ่งแรกที่ควรทํา เพราะเมื่อทําแล้วจะมีครู ผู้ปกครองนักเรียนได้รับประโยชน์มาก เป็นการทําเพื่อคนส่วนใหญ่ในประเทศ

แนวทางในการแก้ปัญหานี้ คือ

1. เปลี่ยนแปลงการจัดงบประมาณให้เป็นไปตามความจําเป็น (ไม่ใช่งบฯต่อรายหัว) โรงเรียน มหาวิทยาลัยที่มีครบ ควรใช้งบประมาณจากรัฐน้อยลง อีกทั้งยังมีหลายโรงเรียนที่น่าจะเลี้ยงตัวเองได้ เพื่อให้รัฐได้ใช้งบประมาณส่งไปให้โรงเรียน มหาวิทยาลัยห่างไกลที่ยังต้องการงบฯลงทุนอีกมาก

2.พัฒนาส่งเสริมกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) กรอ.จะเป็นตัวช่วยให้เด็กทุกคนมีโอกาสได้เรียนในระดับอุดมศึกษา เป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาคนจริง ๆ ผู้กู้ในโครงการ กรอ.นี้ต่างจากผู้กู้จากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) คือเด็กที่กู้ กรอ.ถ้าเรียนจบปริญญาแล้วไม่มีงานทํา ไม่ต้องใช้หนี้คืน และถ้ามีงานทําก็แค่เสียภาษีเพิ่มกว่าปกติเล็กน้อย เพื่อทยอยใช้หนี้

นอกจากนั้น กรอ.ยังช่วยกดดันมหาวิทยาลัยให้พัฒนาคุณภาพอีกด้วย เพราะงบประมาณที่แต่เดิมจ่ายลงไปที่มหาวิทยาลัยจะถูกแบ่งมาจ่ายตรงที่ตัวเด็กเหมือนเด็กถือคูปองเข้าไปเลือกซื้อ สาขาไหนที่ไม่พัฒนา มหาวิทยาลัยที่ไม่ดูความต้องการของตลาดแรงงาน รวมทั้งมหาวิทยาลัยที่ยังสอนด้วยวิธีที่ล้าหลังจะไม่มีเด็กสนใจไปเรียน เมื่อไม่มีเด็กเรียนจะถูกกดดันให้พัฒนาคุณภาพ กรอ.จึงเป็นแรงผลักให้คณะสาขานั้น ๆ ตื่นตัว เราลงทุนด้านวัตถุมามากแล้ว เราควรจะลงทุนเรื่องการพัฒนาคนด้วย

3.การสนับสนุนชุมชนร่วมจัดการศึกษาของโรงเรียน เพื่อให้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชีวิตเด็กในแต่ละโรงเรียนหรือแต่ละห้องเรียนตามสภาพจริงโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษามากกว่าที่ผ่านมา จากอดีตจนปัจจุบัน เรามีการจัดทํา หลักสูตรแกนกลาง ส่งตรงจากกระทรวงไปทั่วประเทศด้วยวิชาเนื้อหาที่ละเอียด ชัดเจนทําให้เด็กจํานวนมากต้องเรียนเรื่องที่กระทรวงกําหนด ครูต้องสอนตามกําหนดโดยมีหลักสูตรเป็นสําคัญ

หลักสูตรจากส่วนกลางจะมีเนื้อหามากมายที่เด็กไม่มีโอกาสได้ใช้เนื้อหานั้นไปทําประโยชน์อะไรเลย แต่ต้องเรียนเพื่อทําข้อสอบ กลายเป็นภาระทําให้เด็กเสียเวลาการสอบแบบโบราณ การทําให้ชุมชนเห็นความสําคัญ และเพิ่มบทบาทให้เข้าร่วมรับผิดชอบ จะทําให้นักเรียนเรียนรู้อย่างมีเป้าหมาย และเรียนรู้ตามที่ควรเป็น

ตัวอย่างและข้อคิดจากครูชนบท "นักเรียนบางส่วน เช่น ชาวเขา นักเรียนยากจน ซึ่งมีหลายแสนคนในเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ฯลฯ เรียนอย่างไรก็สู้เด็กในเมืองไม่ได้ พอจบ ป.6 เริ่มเรียน ม.1 ความรู้ก็หลวม ๆ เรียนไปเล่นไป พอจบ ม.3 บางคนก็ออกไปทํางานคาราโอเกะ หมูกระทะ ฯลฯ

ส่วนที่จะเรียนต่อสายสามัญก็มีน้อยมาก พอเข้า ปวช.จะเรียนสายอาชีพ เข้าปีแรกเทอม 2 ก็ออกหมดเพราะเรียนไม่ได้ เนื่องจากความรู้ที่ติดตัวมาน้อยมาก เท่าที่ผมส่งเรียนก็ขอลาออกปี 1-2 100% พวกนี้บอกเรียนไม่รู้เรื่องจริง ๆ

หลังจากออกไป เท่าที่ตามดู ก็เข้าสู่วงจรค้ายาเสพติด บาร์เกย์ ผู้หญิงก็ท้อง หรือค้าบริการ ผมพอจะมีวิธีแก้ไข ซึ่งได้คุยกับ ผอ.หลาย ๆ โรงเรียนตามชายขอบ เขาก็ท้อแท้ ผมว่าควรทําโครงการเตรียมนักเรียนพวกนี้ให้พร้อม เพื่อเข้าสู่สายอาชีพอย่างแท้จริง เป็นการเตรียมอาชีวะ เหมือนเตรียมวิศวะของพระนครเหนือนะครับ เราจะได้แรงงานที่มีคุณภาพอีกหลายหมื่นคนนะครับ"

จากปัญหาการศึกษาที่หมักหมมมานาน ปัจจุบันมีประชาชนหลายจังหวัดเริ่มรวมตัวกันจัดตั้งสภาการศึกษาจังหวัด เพื่อกําหนดทิศทางการพัฒนาลูกหลานของเขาเอง รัฐควรให้การสนับสนุน

4.นําการศึกษาสู่ประชาชน เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ควรส่งเสริมให้สังคมเป็นสังคมที่มีการศึกษา ให้คนที่อยู่นอกระบบโรงเรียนจํานวนมากได้โอกาสที่จะพัฒนาอาชีพและชีวิต โดยมี กศน.วัด ชุมชนและองค์กรเอกชนเป็นส่วนร่วมในการใช้พื้นที่ และสร้างองค์ความรู้ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนเองการจัดการศึกษาแบบนี้จะทําให้วิชาความรู้ต่าง ๆ ในระบบการศึกษาสามารถส่งต่อไปยังชุมชน และเป็นการศึกษาอย่างแท้จริง


ตัวอย่างเช่นคนที่ทํามาหากิน เช่น คนขับแท็กซี่ แม่ค้าพ่อค้า แผงลอย สามารถเรียนภาษาอังกฤษ เรียนกฎหมาย เรียนเรื่องโภชนาการได้ทางวิทยุ โรงเรียนควรออกให้ความรู้ เพื่อพัฒนาคุณภาพของคนในสังคมรอบ ๆ สถานศึกษาของตัวเอง

5.การส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เอาปัญหาของประเทศเป็นตัวตั้ง และพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของบ้านเมือง ปัญหาเรื่องทรัพยากรปัญหาเรื่องน้ำ ปัญหาการเมือง ปัญหาสังคมต้องได้รับการศึกษา วิจัย และหาแนวทางจัดการที่เหมาะสม ถ้ามหาวิทยาลัยไม่สามารถเป็นปัญญาของสังคมได้แล้ว เราจะไปหวังพึ่งพาความรู้จากที่ไหน

6.ถ้าเรามีระบบการคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ดี จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องโอกาสในการศึกษา และยังส่งเสริมคุณภาพการศึกษาด้วยการนําเสนอการสอบเข้า และการคัดเลือกเด็กเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย ดังนี้

6.1 สอบอุดมศึกษา ให้สอบพร้อมกันโดยมหาวิทยาลัย คณะต่าง ๆ อาจร่วมกันออกข้อสอบ หรือแยกออกข้อสอบ แล้วแต่ความต้องการของมหาวิทยาลัย หรือคณะนั้น ๆ ดังนั้น การสอบนี้จะเรียกว่าสอบตรงก็ได้ แต่สอบพร้อมกันหมดอาจเป็นช่วงสอบ 10 วัน เพราะจะมีจํานวนวิชาสอบมาก และเด็กต้องตัดสินใจเลือกเองว่าจะสอบเข้าคณะอะไร วิธีแบบนี้เด็กไม่ต้องวิ่งสอบ ประหยัดค่าใช้จ่าย มหา′ลัยก็ได้เด็กตามแบบที่ตนต้องการ จะให้สอบวิชาไหน ก็กําหนดในใบสมัครเลย ด้วยวิธีนี้จะเป็นการประหยัด เด็กไม่ต้องวิ่งรอกสอบตามที่ต่าง ๆ

6.2 มหาวิทยาลัยสามารถกําหนดคุณสมบัติต่าง ๆ ได้ตามต้องการ เช่น ต้องมีคุณสมบัติแบบไหน ต้องการทักษะแบบไหน ตรงนี้จะไปมีส่วนเปลี่ยนการเรียนการสอนและการประเมินผลในโรงเรียน และลดปัญหาเด็กเอาแต่กวดวิชาแข่งขัน โดยขาดการพัฒนาทักษะอื่น ๆ

ในเรื่องนี้ต่อไป ถ้าทาง สพฐ.ทําการสอนแบบใหม่ (ซึ่งกําลังจะมีหลักสูตรออกมา) ก็ควรจะกําหนดให้โรงเรียนทําการบันทึกผลการทํากิจกรรมและทักษะต่าง ๆ ในส่วนนี้ ถ้ามหาวิทยาลัยต้องการรับเด็กที่มีทักษะ หรือคุณสมบัติอื่น ๆ เช่น บางมหาวิทยาลัยอาจกําหนดคุณสมบัติต้องมีการทํากิจกรรมเพื่อสาธารณะไม่น้อยกว่า 30 ชั่วโมง หรือคณะนิติศาสตร์บางแห่งอาจกําหนดคุณสมบัติว่าไม่มีบันทึการทุจริตในการเรียน ฯลฯ

บางมหาวิทยาลัยอาจกําหนดให้เขียนความตั้งใจในการเรียนต่อ ฯลฯ ซึ่งจะเป็นตัวเปลี่ยนแปลงการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ เพราะทุกวันนี้วัดกันแค่คะแนนสอบ ซึ่งมาจากการสอบวัดความจํา แต่ถ้าเป็นข้อสอบให้คิด จะเป็นการคิดเดาใจคนออกข้อสอบ ทําให้คุณภาพการศึกษาโดยรวมต่ำมาก

6.3 ในการรับโครงการพิเศษ ความสามารถพิเศษ สอบโควตาพิเศษต่าง ๆ โควตาพื้นที่ก็สอบไปในคราวเดียวกัน เพื่อประหยัดไม่ต้องวิ่งไปสอบหลายที่ และสอบพร้อม ๆ กันไปเลย เด็กที่เลือกสอบต้องดูว่ามีคุณสมบัติครบพอที่จะเลือกหรือไม่

6.4 คะแนน GPAX GPA ไม่ต้องนํามาคิดอีกแล้ว เพราะเป็นปัญหาความไม่เท่าเทียม การสอบ Entrance แต่เดิมนั้นเราไม่มีการนําคะแนน GPA จากโรงเรียนมาคิด แต่มีการพูดคุยกันว่าเด็กในตอนนั้นไม่สนใจเรียนในโรงเรียน เพราะแค่กวดวิชาก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว


UploadImage

คนที่คิดแก้ปัญหาง่าย ๆ จึงเปลี่ยนระบบ Entrance มาเป็น Admission และกําหนดให้คะแนนในโรงเรียนทุกวิชา (GPA) มีผลต่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัย แทนที่จะแก้ปัญหาเด็กไม่สนใจเรียนในโรงเรียนเอาแต่กวดวิชา กลายเป็นเด็กกวดวิชาหนักกว่าเดิม 

คือกวดวิชาเพื่อสอบและยังกวดวิชาทําเกรดในโรงเรียน ครูหลายโรงเรียนก็เปิดกวดวิชาตอนเย็นกันเยอะกว่าเดิม นี่แหละครับที่บอกว่าแก้ปัญหาโดยไม่มองให้ครบ นอกจากจะไม่ช่วยให้ปัญหานั้นดีขึ้น ยังกลายเป็นเพิ่มปัญหาอีกมาก

นอกจากไม่ได้ช่วยลดการกวดวิชากลับทําให้เด็กต้องกวดวิชากันตั้งแต่ ม.4และครูโรงเรียนต่าง ๆ เปิดกวดวิชากันทั่วไป แถมยังมีกวดตามบ้านครูแบบไม่เป็นโรงเรียนอีกมากครับ (เด็กที่ไปเรียนกับครูก็มักได้เกรดสูง) อีกปัญหาที่ตามมาคือหลายโรงเรียนเริ่มจะ "ปล่อยเกรด"เพราะผู้ปกครองกดดัน การไม่นํา GPAXมาใช้ จึงช่วยแก้ปัญหาที่กล่าวมา ส่วน ONET จะใช้หรือไม่ ก็เป็นหน้าที่ของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ที่จะคุยกันเอง

2.คุณภาพการศึกษา

การพัฒนาคุณภาพการศึกษาทําได้ดังนี้ 1.ปรับวิธีคิด วิธีปฏิบัติของสํานักงานมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติให้เป็นการวัดประเมินที่สอดคล้องกับสภาพจริง และเป็นเพียงการประเมินเพื่อนําไปวางแผนพัฒนา (ไม่ใช่เรื่องของการนํามาให้คุณให้โทษผู้ถูกประเมิน) ที่ผ่านมาเราเน้นการวัดคุณภาพด้วยองค์กรที่จัดตั้งตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ได้แก่ สํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพกาศึกษา (สมศ.) สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) แต่เสียงครูทั้งประเทศอยากให้ยุบ สมศ.เพราะทุกคนรู้ดีว่าที่ทํารายงานส่ง สมศ.เป็นแค่รายงานเอกสารที่ไร้ความจริง

ดูข้อมูลความเห็นครูบางส่วนดังนี้ครับ

"เห็นด้วยกับการยกเลิกระบบประกันคุณภาพการศึกษา เพราะเห็นแต่ละที่ได้ระดับดีเยี่ยม แต่ทําไมเด็กไทยวัดผลมีระดับต่ำลง ผมบอกให้เลย เพราะครูไม่มีเวลาสอนมัวแต่ Make เอกสารอยู่ ปล่อยให้เด็กไปวิ่งเล่นหมดวันไป แล้วการศึกษาไทยจะมีคุณภาพได้อย่างไร"

"เรื่อง สมศ.หากยุบได้ก็ดี เพราะไม่ได้เข้ามาเพื่อช่วยแก้ไขอะไร เสียดายเงินงบประมาณเปล่า ๆ ทํางานเหมือนเด็กเล่นขายของ ยกตัวอย่าง มีโรงเรียนแห่งหนึ่งได้รับการประเมินภายนอกครั้งที่ 2 ไม่ผ่านต่อมาคณะกรรมการได้มาประเมินซ่อมครั้งที่ 2 เพื่อที่จะให้ผ่าน แต่เมื่อมาประเมินจริง ๆ คณะกรรมการก็มีมติร่วมกันว่าไหน ๆ ก็มาแล้ว ก็จะขอประเมินครั้งที่ 3ให้ผ่านเสียเลย 


ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2558

5 ปัญหาการศึกษาไทย

สังคมไทยต้องเห็นค่าการศึกษา เพื่ออนาคตของประเทศ
 
สังคมต้องเห็นค่าการศึกษา

บทความสำหรับผู้ปกครอง ครูอาจารย์ และนักการศึกษา
โดย อ.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์   
           

      
เรื่องราวของการศึกษาในบ้านเมืองเราตอนนี้ เข้าขั้นวิกฤติแล้วครับไม่ว่าผมจะบรรยายที่ไหนจะไปเจอใคร ต่างก็มึนๆกันกับเรื่องราวของการศึกษาบ้านเรา ทั้งในมหาวิทยาลัย โรงเรียน หรือแม้คนในกระทรวงศึกษาธิการเองก็ตาม  ท่านผู้บริหารการศึกษา ครูบาอาจารย์ ผู้ปกครอง รวมทั้งนักเรียนนักศึกษาของเรา ต่างก็รู้สึกครับ ว่าการศึกษาบ้านเรานี่มันแปลกๆ
สำนักทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.) ซึ่งมีหน้าที่ในการวัดผลการเรียนของนักเรียนทั้งประเทศ ประกาศคะแนนเฉลี่ยในการทดสอบของนักเรียนเราแทบทุกวิชาในแต่ละช่วงชั้นตกต่ำลงมาตลอด ในขณะที่รัฐบาลเราจ่ายเงินลงทุนด้านการศึกษาเพิ่มมาเรื่อยๆจนปีที่แล้วเราทุ่มงบประมาณ ๕ แสนล้านบาท ให้กับการศึกษา จ่ายเงิน มีงบให้มาก แต่วัดผลที่ไรก็เศร้าใจ หรือการศึกษาบ้านเรา ตกต่ำลงเรื่อยๆจริงๆ ไทยเราขอร่วมสอบ PISA ซึ่งเป็นการวัดความรู้ความสามารถของนักเรียนทั้งประเทศในกลุ่มประเทศ OECD

การสอบแบบนี้ดีครับ เพราะเป็นการวัดความรู้ความเข้าใจจริงๆไม่ใช่การสอบแบบท่องจำครับ เนื่องมาจากจุดประสงค์ในการทำนั้นไม่ใช่การจัดทำเพื่อการแข่งขัน แต่เขาจัดทำเพื่อวัดผลและนำผลที่ได้ไปใช้การพัฒนาการศึกษา เพื่อคนในจะได้มีความรู้ความสามารถจริง(ต่างกันกับการสอบฟิสิกส์ คณิต เคมี ชีวะ โอลิมปิก ซึ่งเป็นการสอบแข่งขันกันเป็นรายคน)
              
การสอบ PISA จัดโดยสุ่มให้นักเรียน ม.3 ทั้งประเทศของทุกประเทศที่เข้าร่วมสอบ  ผลคือ ความสามารถในการเรียนรู้ ของนักเรียนเราน้อยมากครับ  ความสามารถในทางคณิตศาสตร์ ต่ำระดับมาก ความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ ต่ำมากๆร่วมสอบมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกก็ต่ำเกือบที่สุดในโลก ครั้งหลังต่ำกว่าเดิม ความสามารถในการเรียนรู้ของเราอยู่ในกลุ่มท้ายๆของโลก หรือเป็นเพราะเราใช้การศึกษาภาคบังคับ คือบังคับให้เด็กเราเรียนเยอะมาก มากกว่าบรรดาชาติต่างๆในโลก
      

สังคมไทยต้องเห็นค่าการศึ
        
เด็กไทยเราใช้เวลาเรียนในห้องเรียน มากที่สุดในโลกนั่นอาจจะเป็นผลให้ เด็กเราเบื่อการเรียนและหยุดการเรียนรู้เมื่อคิดว่าจบการศึกษา หรือเป็นเพราะเราบังคับเขามากเกินไป ด้วยความเชื่อว่าการฝึกวินัยต้องใช้การบังคับ เราบังคับให้เขาตัดผมเกรียน ร้องเพลงชาติและใส่ชุดลูกเสือ โดยไม่เคยถามหรือสนใจความสมัครใจของเขาเลย นั่นอาจเป็นผลให้เด็กเราขาดวินัย(ในตนเอง) ขาดการฝึกวินัยที่มาจากควบคุมจิตใจของตนเอง นั่นอาจทำให้เด็กของเรา คิด น้อย เพราะเราไม่ได้ฝึกให้เขาคิด แต่ฝึกให้เขาให้เขาทำตาม
        
สถิติต่างๆด้านสังคม น่าจะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเราทำการศึกษา ผิดวิธีมานานแล้ว เด็กไทยท้องในวัยเรียนมากเป็นอันดับหนึ่งของเอเชีย นะครับ เด็กไทยขาดการอดทนอดกลั้น มีความอยากในวัตถุมากขึ้น อดทนน้อยลง และขาดจิตสำนึกในควาเป็นไทย
          
ทุกวันนี้เราจะเห็นปัญหาสังคมมากมายที่มาจากผลของการใช้การศึกษามาเป็นเครื่องมือ ในการแข่งขัน ถึงเวลารึยังที่เราจะต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พ่อแม่และสังคมจีนได้บ่มเพราะฝึกฝนลูกหลานชาวจีนให้ขยัน อดทน และประหยัด เหล่านี้คือการศึกษา

วันนี้จีนกำลังจะก้าวสู้ประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งโลก แซงอเมริกา เพราะอัตราเงินออมของคนจีน สูงถึง 40 % ในขณะที่อัตราเงินออมของอเมริกัน ประมาณ 0%
           
สังคมไทยขาดความรับผิดชอบที่ควรให้การศึกษากับประชาชน เห็นได้จากการที่เรากำลังปลูกฝังให้คนใช้เงินที่ยังไม่มีอยู่ นั่นคือ บัตรเครดิต และเงินกู้ส่วนบุคคล รถยนต์คันแรก ผ่อนไอโฟน ผ่อนท่องเที่ยว ดอกเบี้ย 0% และนั่นอาจทำให้อัตราเงินออมของไทยติดลบ ด้วยนโยบาย"แจกแหลก" นี่เอง เรากำลังปลูกฝั่งให้คนของเรา"รอของแรก" แทนที่จะฝึกให้ทำมาหากิน
          
สิงคโปร์ให้การศึกษากับประชาชนด้วยการฝึกให้คนของเขาเคารพกฎหมาย คนสิงค์โปร์โดยส่วนใหญ่ จึงไม่ฝ่าฝืนกฎระเบียบ และมาโกงภาษี ส่วนคนไทยเรามักชอบฝ่าฝืนกฎ และพยายามใช้เส้นสายเพื่อเอาเปรียบเพื่อนร่วมชาติ คุณธรรมเหล่านี้ไม่ได้รับการบ่มเพาะอย่างจริงจังให้เด็กในบ้านเรา ผู้ปกครองส่วนมากนึกว่าส่งลูกไปโรงเรียนแล้วลูกจะดีเอง โรงเรียนส่วนใหญ่ก็สนใจแต่เรื่องหลักสูตรวิชาการ ผลการสอบวัดความรู้ต่างๆ รวมทั้งผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัย นี่คือ การขาดทิศทางเป้าหมายของการศึกษา
                   

สังคมต้องเห็นค่าการศึกษา

เด็กเกาหลีจะถูกปลูกฝั่งให้ค้นคว้าหาความรู่ตั้งยังเด็กมีการพาเด็กๆไปพิพิธภัณฑ์การฺตูน ห้องสมุดการ์ตูน และศูนย์การเรียนรู้ แอนนิเมชั่น นี่คือการศึกษาของเรา
          
บริษัทใหญ่ๆจะให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคน อย่างเช่น ซัมซุงให้ความสำหรับต่อการศึกษามาก นอกจากเป็นศูนย์การเรียนรู้แล้ว บริษัทยังให้เงินจำนวนมากแก่มหาวิทยาลัยต่างๆเพื่อสนับสนุนงานวิจัยและการพัฒนา
          
องค์กรเอกชนให้ความสำหรับการลงทุนด้านการศึกษา มีบริษัททำแอปพลิเคชั่นด้านการเรียนรู้ มีการพัฒนาหลักสูตรต่างๆและระบบสนับสนุนการเรียนการสอนมากมาย และสิ่งที่ตามมาคือความสำเร็จขอประเทศ คนไทยต้องให้ความสำหรับกับ"อนาคตของชาติ" มากกว่านี้ อย่าปล่อยให้การศึกษาเป็นเพียงเครื่องมือแข่งขัน
          
ผู้ปกครอง คงต้องหันมาพัฒนาทักษะในการดำเนินชีวิต (Life skill) ให้ลูก เพราะความสำเร็จของลูกหลานเราจะไม่ยั่งยืนถ้าขาดสิ่งที่มีค่าที่สุดคือความอดทน อดกลั้น  สังคมคงต้องหันมาปลูกฝัง คุณธรรม ให้เยาวชน ธุรกิจมอมเมา หันมาทำ พิพิธภัณฑ์เอกชนเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ ผมดีใจที่เห็นธุรกิจดีๆช่วยสนับสนุนคุณภาพคนไทย เช่นสนามฟุตบอล สนามแบดมินตัน ทั้งเอกชนและรัฐต้องสนับสนุนกิจการเหล่านี้อย่างจริงจัง ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติตรงไปตรงมา เป็นตัวอย่างเยาวชน ครูเข้าสอนตลอดเวลา ผู้รักษาเวลาที่ได้นัดหมายไว้......นี่คือการฝึกวินัย ให้เด็กๆของเรา  การมาสายจนชิน กลายเป็นวัฒนธรรมของเราไปแล้ว เพราะสังคมไม่เห็นความสำคัญ....ยิ่งเป็นผู้ใหญ่ยิ่งมาสาย .......นี่คือการขาดความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม


ถึงเวลารึยังครับที่เราจะเริ่มจัดโรงเรียน"เพื่อผู้เรียน" ทำห้องเรียนให้มีความสุข เลิกเอาคะแนนมาเป็นเครื่องมือบังคับให้เด็กเรียน เลิกต้อนเด็กไปทำกิจกรรมที่เขาไม่อยากทำ หันมาสร้างความรักในงาน ส่งเสริมกิจกรรมดีๆที่เขาอยากทำ ให้มีส่วนในการคิด และฝึกให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมและตนเอง

เลิกการสอนแบบท่องจำ แต่มุ่งเน้นให้เขาแสวงหาความรู้ ค้นคว้าและมีความสุขกับการอ่าน การหาข้อมูล เปิดพื้นที่ให้เขาแสดงออก รับฟังและร่วมกันพัฒนาโรงเรียนให้น่าเรียน  การติดสินบน รับสินบน จนจะกลายเป็นวัฒนธรรมของชาติ ต้องโนรังเกลียด เหยียดหยาม
การก้มหัวให้อำนาจ ให้ตำแหน่งต้องหมดไป คนไทยทุกคนต้องมีศักดิ์ศรี ก้มหัวให้ความดีไม่ใช่ตำแหน่งปลอมๆ นี่คือหนึ่งใน"เป้าหมายการศึกษา"ที่สังคมต้องช่วยกัน
          

สังคมต้องเห็นค่าการศึกษา

การฝึกให้คนของเรารักชาติ โดยบังคับให้เขาร้องเพลงชาติ คงไม่ได้ผลอะไร ถ้าอยากเห็นเด็กไทยของเราเติบโตมาเป็นคนรักชาติ เราต้องตัวเองก่อนครับ ว่าชาติ รักเราไหม สังคมนี้ทำอะไรดีๆให้เขาบ้างไหม
                 
สร้างแหล่งเรียนรู้ เช่น สนามกีฬา ลานศิลปะ พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ ให้มากกว่าศูนย์การค้าสิครับ  สื่อสารมวนชน ทีวี ดาวเทียม สัญญาณต่างๆ ป้ายโฆษณายักษ์ๆ ประชาสัมพันธ์ข่าวดีๆ งานนิทรรศการ ประกวดภาพถ่าย ประกวดร้องเพลง เรื่องดีๆส่งเสริมความดี เรื่องน่าสนใจในบ้านเมืองและต่างประเทศ ต้องมีพื้นที่มากกว่านี้ รับบาลต้องช่วยถ้าจริงใจต่อการพัฒนาการศึกษา ต้องทำให้สื่อดีๆ เอาชนะสื่อที่เน้นให้เด็กของเราเป็นวัตถุนิยม

                  สังคมต้องเห็นค่าการศึกษา

                 
เด็กท้องวัยเรียน เด็กติดเกมส์ โดดเรียน เด็กตีกัน เยาวชนติดยาเสพติด ค้ายา และใช้ความรุนแรง นี่คือปัญหาของสังคม  วันนี้ จะมาโทษโรงเรียน โทษครูฝ่ายเดียวคงไม่ได้ละครับ   
                 
การให้การศึกษาจากนี้ไปต้องเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ และสังคม รัฐบาลต้องจริงใจ ที่จะช่วยเด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ